HISTORY OF SPAIN เรียนรู้ประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของประเทศสเปน

history-of-spain

-HISTORY OF SPAIN-

ประวัติศาสตร์สเปนเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน คริสต์ศักราช ชาวไอบีเรียน (Iberians) ซึ่งสันนิษฐานว่าอพยพมาจาก แอฟริกาเหนือ เป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนที่เป็น ประเทศสเปนในปัจจุบัน ต่อมาไม่นาน ชาวฟินิเชียน (Phoenicians) กับชาวกรีก (Greeks) ซึ่งมาค้าขายกับชาวไอบีเรียนจนร่ํารวยก็เข้ามา ตั้งศูนย์กลางการค้าและการปกครอง ในช่วง 300 ปีก่อนคริสตกาล ชาวคาร์เทจ (Carthaginians) บุกเข้ามายึดครองดินแดนทาง ตะวันออก กิตติศัพท์ของดินแดนที่เล่าลือกันว่ามั่งคั่งและ “ห่างไกล ซ่อนเร้น”

ตามความหมายของชื่อที่โรมันเรียกสเปนในขณะนั้นว่า “อิสเปเนีย” ทําให้ชาวโรมันเข้ามารุกรานและได้ชัยชนะเหนือชนชาติต่างๆ ที่ครองสเปนอยู่ที่ละแคว้นๆ โดยใช้เวลานานถึง 200 ปี กว่า โรมันจะได้ครอบครองดินแดนสเปนทั้งหมด ครั้นเมื่ออาณาจักรโรมัน เสื่อมอํานาจและอิทธิพล โรมันก็สูญเสียสเปนให้กับพวกกอท ซึ่งเป็นชาวเยอรมันโบราณ

ศาสนาคริสต์ได้เผยแพร่เข้ามาในสเปนเมื่อศตวรรษที่ 1 จากนั้น สเปนก็ได้รับเอาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนา ประจําชาติ ในปีคริสต์ศักราชที่ 711 ชาวมัวร์ (Moors) ซึ่งนับถือ ศาสนาอิสลามได้ข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์ เข้ามารุกรานขับไล่กษัตริย์ วิสิกอท (Visigoths) ออกไปจากสเปน

ชาวมัวร์ได้ครอบครองดินแดน สเปนตอนใต้อยู่เป็นเวลานาน ทําให้สเปนรับเอาวัฒนธรรมของชาวมวร มาไว้หลายอย่าง เช่น สถาปัตยกรรมในการก่อสร้างโบสถ์ วิหาร และปราสาทราชวังแบบอาหรับ เวลานั้นสเปนถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ สเปนตอนใต้ปกครองโดยมุสลิม กับสเปนตอนเหนือ ปกครองโดยชาวคริสต์ อีก 300 ปีต่อมา ชาวคริสต์ก็แย่งชิงดินแดน สเปนจากชาวมัวร์กลับคืนมาเป็นของชาวคริสต์ได้ตามเดิม โดยมีโตเลโดเป็นเมืองหลวง

ช่วงศตวรรษที่ 14-15 สเปนเจริญรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของ กษัตริย์คาทอลิก การอภิเษกสมรสระหว่างพระนางอีซาเบลที่ 1 หรือ อิซาเบลลาแห่งคาสตีล (Isabel de Castila หรือ Isabellal of Castile) กับพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 2 หรือเฟอร์ดินานแห่งอารากอน (Fernando ll de Aragon หรือ Ferdinand l of Aragon) ในปี 1469 ทําให้มีการรวมแผ่นดินสเปนที่แตกแยกเป็นหลายแคว้นเข้าไว้ ด้วยกัน ชาวมัวร์ซึ่งยึดครองกรานาด้าอยู่ก็ถึงกาลล่มสลาย ในที่สุดต้อง ถอยร่นออกไปจากแผ่นดินสเปน สเปนจึงได้กรานาด้ากลับคืนมา

สเปนภายใต้การปกครองของกษัตริย์คาทอลิก รุ่งเรืองและเข้มแข็งขึ้นตามลําดับ พระนางอีซาเบลและกษัตริย์เฟร์นันโด พยายามที่จะบังคับชาวยิวและมุสลิมที่อาศัยอยู่ในสเปนให้เปลี่ยนมานับถือ ศาสนาคริสต์ ขณะนั้นสเปนมีศาลศาสนาที่ตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบ ของพระสันตะปาปา เอาไว้จัดการกับคนนอกศาสนาและคนที่ต่อต้าน การนับถือศาสนาคริสต์ คนที่ขัดขืนจะถูกทารุณและถูกฆ่าตาย ชาวยิวกับชาวมุสลิมที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาจึงหนีออกจากสเปน ไปอยู่ที่อื่นเป็นจํานวนมาก

ยุคทองของสเปนมาถึงในปี 1992 เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) เดินเรือไปพบทวีปอเมริกา เงินและ ทองคํามากมายที่ได้มาจากแผ่นดินใหม่ทําให้สเปนมีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวย

history-of-spain

การอภิเษกสมรสระหว่างสมาชิกในราชวงศ์ของผู้ปกครองยุโรป ขณะนั้นทําให้อิทธิพลของสเปนแผ่ไพศาล พระธิดาองค์หนึ่งของ

พระนางอิซาเบลอภิเษกกับพระโอรสของกษัตริย์ เยอรมนี ช่วงนั้นกษัตริย์เยอรมันมีอํานาจปกครอง อาณาจักรออสเตรียด้วยราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg family) จึงแบ่งออกเป็น 2 สายคือ สายสเปนกับสายออสเตรีย

เมื่อกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กสวรรคตโดยไม่มีรัชทายาท เจ้าชายเฟลีเปแห่งราชวงศ์บูร์บอง (Felipe de Borbon หรือ Philip of Bourbon) พระราชโอรสของหลุยส์ โดแฟงแห่ง ฝรั่งเศสกับดัชเชสมาเรีย แอนนาแห่งบาวาเรีย ซึ่งเป็นพระราชนัดดา ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสและพระนางมาเรีย เทเรซา (Maria Theresia) ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าเฟลีเปที่ 5 (Felipe V)

พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์บูร์บงแห่งสเปน เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ สเปนและฝรั่งเศสก็ทําสงครามกัน ครั้นเมื่อนโปเลียนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิ ฝรั่งเศสกับ สเปนจึงได้กลับมาคืนดีกันใหม่ ต่อมาสเปนช่วยฝรั่งเศสทําสงครามกับ อังกฤษ ผลของการรบปรากฏว่าสเป็นพ่ายแพ้ในศึกทราฟัลการ์ (Battle of Trafalgar) ทําให้สเปนสูญเสียอํานาจทางทะเลไปด้วย

ในปี 1808 จักรพรรดินโปเลียนผู้เรืองอํานาจยกทัพมาพิชิตสเปน จับกุมกษัตริย์การ์โลสที่ 4 กับพระโอรสเฟร์นันโดไปคุมขังไว้แล้ว นโปเลียนก็สถาปนาโจเซฟ โบนาปาร์ต (Joseph Bonaparte) น้องชายของตนขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองสเปน ชาวสเปนลุกฮือขึ้น ต่อสู้เพื่อเอกราชของตน รวมเวลาต่อสู้ทําสงครามประกาศอิสรภาพ กับฝรั่งเศสเป็นเวลานานถึง 5 ปี

เมื่อจักรพรรดินโปเลียนพ่ายแพ้ในสงครามวอเตอร์ลู เป็นผลให้สเปนได้เอกราชคืนมา พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 7 (Fernando VI หรือ Ferdinand VII) ได้เป็นกษัตริย์ปกครองสเปน ทรงเปลี่ยนกฏ มณเฑียรบาลใหม่เพื่อให้เจ้าหญิงอีซาเบล พระธิดาได้ขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระองค์ เป็นผลให้เจ้าชายการ์โลส พระอนุชา ก่อการกบฏ แย่งชิงบัลลังก์ จนเกิดสงครามกลางเมืองที่รู้จักกันในนาม “สงคราม การ์ลิสต์” (Carlist Wars หรือ Guerras Carlistas) เป็นเวลา ยาวนานถึง 7 ปี

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอีกทั้งการเมืองใน ประเทศที่ระส่ำระสาย เพราะการแย่งชิงอํานาจปกครองประเทศกันตลอดเวลา ทําให้สเปนสูญเสียดินแดนในอาณานิคมไปหลายแห่ง คงเหลืออาณานิคมอยู่เพียงเปอร์โตริโก คิวบา และฟิลิปปินส์ ต่อมา เกิดการปฏิวัติขึ้นในสเปนพระนางอีซาเบลที่ 2 ถูกบังคับให้ทรงสละราชสมบัติ

history-of-spain

ปี 1873 สเปนสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐขึ้นเป็นครั้งแรก แต่สเปนดํารงความเป็นสาธารณรัฐอยู่ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น เจ้าชาย อัลฟองโซ พระโอรสของพระนางอีซาเบลที่ 2 ก็ทําการปฏิวัติ ยึดอํานาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐมาเป็น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้พระมหากษัตริย์ พระนามว่า พระเจ้าอัลฟองโซที่ 12 (Alfonso XII หรือ Alphonse XII)

ปี 1898 เกิดความไม่สงบขึ้นในคิวบา นําไปสู่การทําสงคราม ระหว่างสเปนกับสหรัฐอเมริกา เป็นผลให้คิวบาได้อิสรภาพ และสเปน สูญเสียอาณานิคมต่างแดนไปจนหมด

ปี 1920 เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในสเปน กษัตริย์สเปนต้อง ลีภัยออกไปนอกประเทศ รัฐบาลพรรครีพับลิกันของสเปนขัดแย้งกับ พรรคชาตินิยมที่นําโดยนายพลฟรันซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) ที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซีเยอรมันและรัฐบาลฟาสซิสต์ อิตาลี ทําให้เกิดสงครามกลางเมืองในสเปนอีกครั้ง (Spanish Civil War, ค.ศ. 1936-1939) นายพลฟรังโกชนะศึกกลางเมืองเพราะมี รัสเซียให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย ในขณะที่ประเทศเสรีอื่นๆ ได้แต่ ช่วยรัฐบาลรีพับลิกันของสเปนอยู่ลับๆเท่านั้น

ในศตวรรษที่ 20 นายพลฟรังโกได้เป็นผู้นําประเทศปกครอง สเปน ระหว่างสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง เขาประกาศให้สเปนเป็น ประเทศเป็นกลาง แต่การปกครองแบบเผด็จการทางทหารของนายพล ฟรังโก ทําให้สเปนถูกนานาชาติตําหนิและมีมติให้โดดเดี่ยวสเปน ไม่มีประเทศใดยุ่งเกี่ยวกับสเปน ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง นายพล ฟรังโกพยายามทําทุกวิถีทางเพื่อให้นานาประเทศยอมรับสเปน จนกระทั่งถึงปี 1969 เขายอมรับและทูลเชิญกษัตริย์ควน การ์โลส หรือฆวน คาร์ลอส (Juan Carlos) แห่งราชวงศ์บูร์บอง พระนัดดา (หลานปู่) ของพระเจ้าอัลฟองโซที่ 13 ให้กลับมาครองบัลลังก์สเปน เป็นการแสดงการยอมรับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นประมุขและอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

นายพลฟรังโกถึงแก่อสัญกรรมในปี 1975 พระเจ้าควน การ์โลส ทรงตั้งอาดอลโฟ ซัวเรซ กอนซาเลซ (Adolfo Suarez Gonzalez) เป็นนายกรัฐมนตรี เขาปรับโครงสร้างการเมืองการ ปกครองของประเทศใหม่ จนทําให้ประเทศมีความก้าวหน้าเท่าเทียมประเทศอื่นๆ ในระหว่างที่ซัวเรซเป็นนายกรัฐมนตรี มีคณะทหารพยายามทําการปฏิวัติเปลี่ยนผู้นําประเทศแต่ไม่สําเร็จ การเลือกตั้งใน ปี 1982 สเปนได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ เฟลีเป กอนซาเลซ มาร์เกซ (Felipe Gonzalez Marquez) กอนซาเลซนําสเปนเข้าเป็น สมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (ค.ศ. 1985) และสมาชิกสหภาพยุโรป (ค.ศ. 1986)

สเปนก้าวหน้าสู่การยอมรับของ นานาประเทศอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อ บาร์เซโลนาได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 1992 และเซบีย่าได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดง สินค้านานาชาติ Expo’92 อีกทั้งกรุง มาดริดได้รับการประกาศยกย่องให้เป็น “เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป” (European Cultural Capital) ในปี เดียวกัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet