PART 2: แนะนำเมืองต่างๆที่เหมาะไปเที่ยวใน ‘แคว้นคาสตีล อี เลออน’

  • เมืองปาเลนเซีย (Palencia)

ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของที่ราบสูงตอนกลางของสเปน ห่างจากมาดริดไปทางเหนือ 190 กิโลเมตร หรือขับรถประมาณ 3 ชั่วโมง ปาเลนเซียมีอากาศแบบภาคพื้นทวีปและแบบเมดิเตอร์เรเนียน อากาศหนาวเย็นเกือบทั้งปี โดยในช่วงหน้าร้อนจะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียสหรือมากกว่าเล็กน้อย น้อยครั้งที่อุณหภูมิจะถึง 30 องศาเซลเซียส ดังเช่นหลายเมืองของสเปน ปาเลนเซียเองก็มีศิลปะ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ถนนมายอร์ หรือ กาเย่ มายอร์ (Calle Mayor) ก็เป็นอีกบริเวณหนึ่งที่นักท่องเที่ยว สามารถชื่นชมสถาปัตยกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18, 19 และต้นยุค ศตวรรษที่ 20 นอกจากนั้นสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 13 ยังมี ให้เห็นอย่างที่โบสถ์ซานมิเกล (Iglesia de San Miguel)

เมืองปาเลนเซียยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด นั่นคือ รูปปั้นพระคริสต์ หรือคริสโต เดล โอเตโร (Cristo del Otero) ซึ่งเป็นรูปปั้นหินของพระคริสต์ที่สูงที่สุดของยุโรปและอาจจะ สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก คริสโตเดลโอเตโรถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1931 โดยสถาปนิกนามว่าวิคตอริโอ มาโช (Victorio Macho) รูปปั้น

พระคริสต์นี้มีความสูงประมาณ 20 เมตรและตั้งอยู่บนยอดเขาคาโร เดล โอเรโร ซึ่งจากจุดดังกล่าวสามารถมองเห็นวิวของเมืองปาเลนเซีย ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ที่ฐานของรูปปั้นพระคริสต์ยังมีพิพิธภัณฑ์ เกี่ยวกับสถาปนิกผู้ออกแบบรูปปั้น รวมถึงยังมีโบสถ์เล็กๆ ที่ร่างของสถาปนิกผู้สร้างได้ถูกฝังไว้

  • เมืองเลออน (Leon)
  • เป็นเมืองหลวงของจังหวัดซึ่งมีชื่อเดียวกัน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เลออนเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานและน่าสนใจ หนึ่งในสถานที่สําคัญและมีชื่อเสียงอย่างมากระดับโลกคือ กามิโน เด ซานเตียโก้ (Camino de Santiago) นักท่องเที่ยวจํานวนมากเดินทางมาที่เลออนเพื่อเดินตามเส้นทางดังกล่าวไปจาริกแสวงบุญยังเมืองซานเตียโก้ เด กอมโปสเตลา ซึ่งเชื่อกันเป็นว่าเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของสาวกนักบุญเจมส์ (Apostle Saint James) นอกจากนี้เลออนยังมีสถานที่และสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย เช่น คาซ่า เด ลอส โบตเนส (Casa de los Botines) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ได้รับการออกแบบจาก สถาปนิกชื่อก้องโลกอย่างแอนโทนี เกาดี้ หรืออันตอนี เกาดี(Antonio Gaudi) ผู้ออกแบบซากราด้า ฟามีเลีย (Sagrada Familia)ที่เมืองบาร์เซโลนาปัจจุบันคาซ่า เด ลอส โบตเนสถูกปรับให้เป็นอาคารสํานักงานใหญ่ของธนาคารกาค่า เอสปันญ่า (Caja Espana) เลออนยังมีมหาวิหารที่สวยงาม อย่างมหาวิหารแห่งเมืองเลออน (Catedral de Leon) วิหารมีการตกแต่งด้วยหน้าต่าง กระจกสีสเตนกลาส (Stained-glass Windows) จํานวน 125 หน้าต่างกับช่องแสง (Oculi) ประดับกระจกสี 57 ช่องที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นงานศิลปะสเตนกลาสที่สวยที่สุดในสเปน วิหารนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1250 แต่ยังคงความสวยงาม และคุ้มค่ากับการเดินทางไปชม

  • เมืองซาลามังกา (Salamanca)

ตั้งอยู่ห่างจากมาดริดไปทางทิศตะวันตกประมาณ 200 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนของโปรตุเกสไปทางตะวันออกประมาณ 80 กิโลเมตร ตัวเมืองเก่าของซาลามังกาได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ในปี 1988 นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสเปนซึ่งดึงดูดนักเรียนจากประเทศต่างๆทั่วโลก ทําให้ซาลามังกาเป็นเมืองหนึ่ง ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และทําให้การศึกษา และการท่องเที่ยวกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมืองนี้

นอกจากจะมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสเปนแล้ว ซาลามังกา ยังมีจัตุรัสกลางเมืองที่มีความสวยงามแบบสถาปัตยกรรมบาโรก จัตุรัสของเมืองซาลามังกายังเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวที่ดี เนื่องจาก จุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสํานักงาน ท่องเที่ยว หรือนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบความยุ่งยากในการวางแผนท่องเที่ยว ก็สามารถหาซื้อแพ็กเกจทัวร์ตัวเมืองได้ที่นี่

จัตุรัสเมือง หรือพลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor) ก็มีความสวยงาม และเหมาะแก่การถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตัวจัตุรัสยังถูกรายล้อมไปด้วยร้านอาหารและร้านกาแฟ ช่วงเวลาที่แนะนําในการ เข้าชมพลาซ่า มายอร์คือช่วงเวลา 10.00-14.00 น. นักท่องเที่ยวยังสามารถเช่าออดิโอไกด์ (Audio Guide) จากสํานักงานท่องเที่ยวของ ซาลามังกาได้อีกด้วย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถนั่งรถไฟ ท่องเที่ยวซาลามังกาซึ่งจะพานักท่องเที่ยววนชมรอบตัวเมืองเก่า

castilla-y-leon-2

ซาลามังกายังมีความพิเศษเนื่องจากมีมหาวิหารถึง 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งน้อยนักที่จะมีเมืองใดมีมหาวิหารถึง 2 แห่ง ทั้ง 2 มหาวิหาร เชื่อมต่อกันโดยทางเข้าของมหาวิหารเก่าจะต้องผ่านทางมหาวิหารใหม่ มหาวิหารเก่านั้นสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 เป็นสถาปัตยกรรม แบบโรมาเนสก์ ส่วนมหาวิหารใหม่นั้นถูกสร้างขึ้นให้ใหญ่กว่าเมื่อ ศตวรรษที่ 16 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิก

ยามค่ำคืนซาลามังกาก็ยังมีกิจกรรมหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสัมผัสบรรยากาศทาปาส อาหารเย็นยามค่ำคืนแบบซาลามังกาตามร้านอาหารหรือผับบาร์ หรือว่าจะเป็นบรรยากาศแสงสีของถ้ำแห่งซาลามังกา (Cueva de Salamanca) ถ้ำในตํานานของเมืองซาลามังกา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่เหล่าปีศาจใช้สอนมนต์ดําให้ผู้ติดตาม ถ้ำแห่งซาลามังกา จะมีการแสดงแสงสีเสียงทุกคืนวันศุกร์และเสาร์

  • เมืองเซโกเบีย (Segovia)

เป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งอยู่ห่างจากมาดริดไปเพียงประมาณ 45 นาทีโดยการขับรถ ซึ่งทําให้เซโกเบียเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับหากนักท่องเที่ยวเดินทางมาจาก มาดริด

เซโกเบียเป็นเมืองที่สวยงามและมีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ที่ยาวนานตั้งแต่สมัยโรมัน โดยจะเห็นได้จากแลนด์มาร์ก อกวยดุกโต เด เซโกเบีย (Acueducto de Segovia) สะพานท่อลําเลียงน้ำ แบบโรมันที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าตัวเมือง ยูเนสโกได้การันตีความสวยงามและเก่าแก่ของอกวยดุกโตและ บริเวณตัวเมืองเก่าของเซโกเบียให้เป็นมรดกโลกในปี 1985

สะพานอกวยดุกโตตั้งอยู่ที่พลาซ่า เดล อะโซเกโค (Plaza AZoguejo) ตัวสะพานอกวยดุกโตนั้นมีความสูงประมาณ 29 เมตร และมีความยาวประมาณ 818 เมตร สะพานถูกสร้างขึ้นด้วย หินแกรนิตประมาณ 25,000 บล็อก

นอกจากนี้เซโกเบียยังมีสถานที่สําคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารแห่งเซโกเบีย (Catedral de Santa Maria de Segovia) ซึ่งตั้งอยู่ที่จัตุรัสกลางเมือง (พลาซ่า มายอร์-Plaza Mayor) มหาวิหารนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 เป็น สถาปัตยกรรมแบบโกธิกซึ่งมีความยิ่งใหญ่และสวยงามเป็นอันมาก

อีกสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางไปถึงเซโกเบีย นั่นคือ พระราชวังแห่งเซโกเบีย (Alcazar de Segovia) ปราสาทแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณตัวเมืองเก่าของเซโกเบีย บนหน้าผาหินที่มีแม่น้ำ 2 สาย ใหลมาบรรจบกันบริเวณที่ตั้งของปราสาท ปราสาทแห่งเซโกเบียเป็น

หนึ่งในปราสาทที่มีความสวยงามและโดดเด่นจากประสาทอื่นๆ ในประเทศแถบยุโรปตรงที่มีรูปร่างที่คล้ายหัวเรือ ประสาทแห่งเซโกเบีย ยังเป็นหนึ่งในบรรดาปราสาทต่างๆ แถบยุโรปที่เป็นแรงบันดาลใจให้ วอลต์ ดิสนีย์สรรค์สร้างซินเดอเรลล่าขึ้นมา ปราสาทแห่งเซโกเบียเดิม ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการให้กับตัวเมืองแต่ต่อมาตัวปราสาท ได้รับการเปลี่ยนแปลงสถานะหลายครั้ง เริ่มจากทําหน้าที่เป็นพระราชวัง ต่อมากลายเป็นเรือนจําของรัฐและเปลี่ยนสถานะเรื่อยมา

  • เมืองโซเรีย (Soria)

อยู่ห่างจากเมืองเซโกเบียไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงโดยการเดินทางด้วยรถยนต์ โซเรียเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุดในสเปน ซึ่งทําให้โซเรียเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามและรวมถึงสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่สมัยโรมาเนสก์ สถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนเมืองโซเรียคือ ถนนเก่าแก่สมัยยุคกลาง (Medieval Street) นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมรอบๆสถานที่ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบ้าน และถนนสมัยยุคกลาง

โซเรียยังมีโบสถ์ซานโต ดอมิงโก (Iglesia de Santo Domingo) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของตัวเมือง โบสถ์นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ในช่วงศตวรรษที่ 12 สํานักสงฆ์ซาน ควน เด ดูเอโร (Monasterio de San Juan de Duero) ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งมีสถาปัตยกรรมสมัยโรมาเนสก์

ตัวโบสถ์และระเบียงโบสถ์ยังคงสภาพเดิมจากยุคกลาง จุดเด่นของ สํานักสงฆ์แห่งนี้คือระเบียงโบสถ์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบมุสลิม ช่วงศตวรรษที่ 13 ส่วนข้างในตัวโบสถ์นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม เครื่องใช้และสิ่งของที่รับอิทธิพลจากชาวคริสต์ อิสลาม และแขกมัวร์ นักท่องเที่ยวที่อยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับซากปรักหักพังและวัตถุทางโบราณคดีที่ถูกค้นพบที่โซเรีย พิพิธภัณฑ์นูมานติโน (Museo Numantino de Soria) ก็จัดเป็นทางเลือกที่ดีสําหรับนักท่องเที่ยว ในการเข้าชม

  • เมืองบายาโดลิด (Valladolid)

ตั้งอยู่ห่างจากมาดริดไปทางทิศเหนือประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร บายาโดลิดมีฐานะเป็นเมืองแห่งการศึกษาจึงทําให้มีความหนาแน่น และความหลากหลายของประชากรมาก นอกจากนั้นเมืองบายาโดลิด ยังร่ำรวยไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุคเรอเนสซองส์ เนื่องจากเคยถือสถานะเป็นถึงเมืองหลวงของอาณาจักรถึง 2 ครั้งในยุคของกษัตริย์การ์โลสที่ 1 และอีกครั้งในยุคของกษัตริย์เฟลีเปที่ 3

บายาโดลิดยังมีเทศกาลที่มีชื่อเสียงและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เทศกาลแรกคือ เทศกาลหนังนานาชาติ (Seminci vša Semana Internacional de Cine de Valladolid) และขบวนพาเหรดของเทศกาลอีสเตอร์ที่เลื่องชื่อ ซึ่งเป็นที่โด่งดังเรื่อง ความงามที่ละเอียดอ่อนและทุ่มเทของเหล่าผู้ศรัทธา

นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมได้จากบริเวณตัวเมืองเก่าที่มีกลุ่มบ้านและคฤหาสน์ของขุนนาง และชนชั้นสูงในสมัยก่อน สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของเมืองที่ไม่ควร พลาดชมคือ มหาวิหารแห่งบายาโดลิด (Catedral de Valladolid) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์เฟลีเปที่ 2 ในช่วงต้น ยุคศตวรรษที่ 16 ตัวมหาวิหารมีชื่อเสียงถึงความอลังการและงดงาม ของแท่นบูชาภายในโบสถ์

โบสถ์ซานเตียโก้ (Iglesia de Santiago Apostol) ซึ่งขึ้นชื่อในความงดงามของแท่นบูชาที่บอกเล่าเรื่องราว Adoration of the Magi และอีกที่ที่ไม่ควรพลาดคือ โบสถ์ซานต้า มาเรีย ลา แอนตก (Santa Maria la Antigua) ซึ่งมีความโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม ด้วยหอคอยแบบโรมาเนสก์ที่มีลักษณะคล้ายพีระมิด

เมืองบายาโดลิดยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ อย่างพิพิธภัณฑ์คาซ่า เด เซร์บันเตส (Casa de Cervantes) ซึ่งเคยเป็นที่พํานักของนักเขียนชื่อดังของสเปนผู้เขียนเรื่องดอนกิโฆเต้ ถึงแม้จะเป็นที่พํานัก ของนักเขียนคนสําคัญของสเปนแม้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ (ค.ศ. 16031606) แต่บ้านแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักเขียนเริ่มเขียนตอนจบของ งานเขียนชื่อก้องของประเทศสเปน นอกจากจะได้เรียนรู้ชีวิตของนักเขียนชื่อก้องแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถศึกษาวิถีชีวิตของชนชั้นสูง ในช่วงศตวรรษที่ 16 จากการตกแต่งประดับประดาของบ้านด้วย หรือใครที่สนใจชีวิตของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้บุกเบิกอเมริกา พิพิธภัณฑ์บ้านคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Casa-Museo de Cristobal Colon) ก็เป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจ พิพิธภัณฑ์จัดแสดงชีวิตของโคลัมบัสซึ่งใช้เวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้านแห่งนี้ นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเอกสารและวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบทวีปอเมริกาอีกด้วย

castilla-y-leon-2

  • เมืองซาโมร่า (Zamora)

ตั้งอยู่ไม่ห่างจากชายแดนของประเทศโปรตุเกสนักโดยมีแนวของ แม่น้ําดูเอโรไหลผ่าน ซาโมร่าขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรม และโบสถ์สมัยโรมาเนสก์มากที่สุดในยุโรป ถึงกับได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะโรมาเนสก์”

นอกจากนั้นซาโมร่ายังมีเทศกาลที่ขึ้นชื่อในระดับนานาชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศเพื่อมาร่วมเทศกาลเซมานา ซานต้า (Semana Santa) หรือโฮลีวีค (Holy Week) ซึ่งเป็นเทศกาลของชาวคริสเตียน มีขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมหรือพฤษภาคม ของทุกปี โฮลีวีคที่ซาโมร่าหมายถึงความสงบและความกระจ่าง ซึ่งจะไม่สามารถมีสิ่งใดมารบกวนได้นอกจากเสียงของกลองและแตร โดยมีไฮไลต์เป็นขบวนพาเหรดภราดรภาพของชาวคริสเตียน ที่มีความยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์

castilla-y-leon-2

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet