PART1: แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงมาดริด

madrid

-แควันมาดริด Madrid-

ตั้งอยู่ใจกลางประเทศ ด้วยระดับความสูง 2,150 ฟุต อยู่ในที่ราบ ภาคกลางที่มีภูเขาล้อมรอบ ทางตอนใต้และตะวันออกติดกับแคว้น คาสตีล-ลามันชา ส่วนทางตอนเหนือและตะวันตกติดกับแคว้นคาสตีล อี เลออน แคว้นมาดริดมีสภาพอากาศแบบภาคพื้นทวีปเมดิเตอร์เรเนียน ทําให้มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาวและอากาศร้อนในหน้าร้อน

โดยมากอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนจะสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส แต่ช่วงกลางคืน อุณหภูมิจะลดลงค่อนข้างไว เนื่องจากแคว้นมาดริดมีความชื้นต่ํา เมืองสําคัญของแคว้นมาดริดคือ กรุงมาดริด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ สเปนในศตวรรษที่ 16 หลังจากที่พวกมัวร์ถูกขับไล่ออกไปจากแผ่นดิน สเปนแล้ว

สถานที่เที่ยวน่าสนใจของแคว้นมาดริดนอกเหนือจากกรุงมาดริด แล้ว ยังมีเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่น่าสนใจ เช่น อัลกาล่า เด เอนาเรส (Alcala de Henares) อารันเควส (Aranjuez) ชินชอน (Chinchon) มานซานาเรส เอล เรอัล (Manzanares el Real) ราสกาฟรีอา (Rascafria) ซาน ลอเรนโซ เด เอล เอสกอเรียล (San Lorenzo de et Escorial) เป็นต้น

กรุงมาดริด (Madrid)

นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของสเปนแล้ว กรุงมาดริดยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสหภาพยุโรป รองจากลอนดอนและเบอร์ลิน ด้วยฐานะที่เป็นเมืองหลวงของ ประเทศและยังเป็นเมืองท่องเที่ยวสําคัญของสเปน

มาดริดยังคงมีความยิ่งใหญ่ในฐานะเมืองสําคัญในประวัติศาสตร์ยุโรป นอกจากสถาปัตยกรรมที่เป็นเลิศของยุคสมัยที่นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามอาคารบ้านเรือนตามถนนสายต่างๆ

มาดริดยังมีพิพิธภัณฑ์ที่มีของสะสมล้ำค่าและงานศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้มากมาย ซึ่งนี่ถือเป็นอีกไฮไลต์หนึ่งของกรุงมาดริด นักท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อชมคอลเล็กชันงานศิลปะล้ำค่าในช่วงยุคสมัยต่างๆที่จัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ชื่อสําคัญๆที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ มูเซโอ้ เดล ปราโด้ (Museo Nacional del Prado) มูเซอ นาซิโอนัล เซนโตร เด อาร์เต้ เรน่า โซเฟีย (Museo Naciona Centro de Arte Reina Sofia) และมูเซโอ้ เด อาร์เต้ ตีเช่น บอร์เนมิสซ่า (Museo de Arte Thyssen-Bornemisza)

สามารถเข้าชมทั้ง 3 พิพิธภัณฑ์นี้ได้อย่างสะดวก เนื่องจากที่ตั้งห่างกันไม่ไกลมากนัก สามารถเดินจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่ได้โดยง่าย

madrid

ส่วนนักท่องเที่ยวที่สนใจถ่ายภาพเป็นที่ระลึก สถานที่ที่เหมาะกับการเก็บภาพเป็นที่ระลึกกับกรุงมาดริดหรือเรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์ก ของเมืองนี้ก็คือ ปูเอร์ต้า เด อัลกาลา (Puerta de Alcala) รวมทั้ง ปูเอร์ต้า เดล โซล (Puerta del Sol) ซึ่งมีสัญลักษณ์ของกรุงมาดริด อย่างรูปปั้นหมีและต้นมาโดรนโย่ และเรอัล คาซ่า เด คอเรโอ้ (Heat Casa de Correos) อีกที่ที่น่าสนใจคือจัตุรัสกลางเมืองของ มาดริดอย่างพลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor) ก็สวยงามไม่แพ้กัน

นอกจากความงามของสถาปัตยกรรมในฐานะเมืองเก่าแล้ว มาดริดยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล เพราะแสงสีและชีวิตยามค่ำคืนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ชาวมาดริดสามารถท่องราตรี กิน ดื่ม สังสรรค์ได้ถึงเช้าของวันรุ่งขึ้นได้อย่างสบายๆ

เนื่องจากชาวสเปนเริ่มรับประทานมื้อเย็นตั้งแต่ 20.00 น. เป็นต้นไป แต่โดยปกติแล้ว เวลาอาหารเย็นจะอยู่ที่ 21.00 น. ซึ่งส่วนมากอาหารเย็นจะเป็นอาหารเบาๆ ที่ขึ้นชื่อของสเปนอย่างทาปาส

โดยนิยมทานกับเครื่องดื่มอย่างไวน์และเบียร์พร้อมสังสรรค์สนทนากันตามประสาชาวสเปน สามารถลิ้มลองทาปาสได้ตามร้านอาหารแบบสเปนซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่นักท่องเที่ยว ก็คงจะหนีไม่พ้นย่านลาติน่า (La Latina) ซึ่งมีร้านอาหารมากมาย รวมถึงราคาที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับย่านอื่นๆ ในกรุงมาดริด

เว็บไซต์: www.turismomadrid.es

  •  พระราชวังหลวง หรือปาลาซิโอ้ เรอัล เด มาดริด (Palacio Real de Madrid)

วังหลวงเก่าของมาดริดที่พระเจ้าเฟลีเปที่ 5 สร้างขึ้นในปี 1735 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้สร้าง ต้องการให้วังมีความโอ่อ่าสวยงามอย่างพระราชวังของฝรั่งเศส จึงใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 25 ปี

ภายในวังมีการตกแต่งอย่างวิจิตร ตระการตาด้วยภาพเขียนสีบนเพดาน โคมไฟแก้วเจียระไน เสาหินอ่อน และประดับประดาทั่ววังด้วยงานศิลปะล้ำค่ามากมาย เช่น ภาพเขียนฝีมือจิตรกรมีชื่อเสียงของโลก ผ้าแขวนเฟลมิช (Flemish Tapestries) ในวังมีห้องต่างๆ ประมาณ 2,000 ห้อง แต่เปิดให้ชมเพียง 12 ห้องเท่านั้น

พระราชวังหลวงเป็นสถานที่พํานักอย่างเป็นทางการของราชวงศ์สเปน แต่ปัจจุบันพระราชวังถูกใช้ในการรับรองแขกบ้านแขกเมือง

หรือพิธีการต่างๆที่สําคัญของราชวงศ์เท่านั้น ในขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์เลือกที่จะประทับที่พระราชวังซึ่งมีความเรียบง่ายกว่า อย่างพระราชวังปาลาซิโอ้ เด ลา ซาร์ซูเอลา (Palacio de la Zarzuela) ตั้งอยู่บริเวณชานกรุงมาดริด

ส่วนนอกของพระราชวังประกอบด้วยพลาซ่า เด ลา อาร์มีรอา (Plaza de la Armeria) พลาซ่า เด ออเรียนเต้ (Plaza de Oriente) แคมโป้ เดล มอรอ (Campo del Moro) คาร์ดิเนส เด ซาบาตินี (Jardines de Sabatini) สวนทั้ง 4 แห่งมีความสวยงาม และร่มรื่นต่างกัน เหมาะแก่การเดินเล่นเพื่อชื่นชมความงาม

นอกจากนั้นที่พระราชวังยังมีการเปลี่ยนเวรยามของทหารหลวง ซึ่งจะมีขึ้นทุกวันพุธ ยกเว้นในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และ กันยายน

เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ในเดือนเมษายน กันยายน และเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. ในเดือนตุลาคม-มีนาคม พระราชวังจะปิดทําการทุกวันที่ 1 และ 6 มกราคม 22 เมษายน 1 พฤษภาคม 12 ตุลาคม 9 พฤศจิกายน และ 24, 25 และ 31 ธันวาคม ค่าเข้าชมคนละ 10 ยูโร  www.patrimonionacional.es

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet