PART 2: ทำความรู้จัก 8 เมืองใน แคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน

Huelva

-แคว้นอันดาลูเซีย หรืออันดาลูซีอา Andalusia Kšo Andalucía-

  • เมืองอูเอลบา (Huelva)

เมืองชายทะเลและหมู่บ้านชาวประมงที่มีชายหาดและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อูเอลบาก็มีสถาปัตยกรรม แบบบาโรกให้ได้ชมภายในบริเวณกอนดาโด (Condado)

เทศกาลขึ้นชื่อของเมืองนี้คือ โรเมเรีย เด เอล โรซิโอ (Romeria de EL Rocio) ซึ่งมีชื่อเสียงด้วยขบวนพาเหรดที่งดงาม ส่วนชายหาดที่ขึ้นชื่อคือ คอสต้า เด ลา ลูซ (Costa de la Luz) ซึ่งมีความยาว กินพื้นที่ของทั้งเมืองอูเอลบาและเมืองกาดิซ

Huelva

  • เมืองฮาเอน (Jaen)

ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งมะกอก เพราะมีการเพาะปลูกมะกอกมากถึง 2 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ผู้คนในฮาเอนโดยส่วนมาก รู้วิธีการทําน้ำมันมะกอกซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการ ทําน้ำมันมะกอกได้จากเมืองนี้

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นักท่องเที่ยว ไม่ควรพลาดปราสาทซานต้า กาตาลีน่า (Castillo de Santa Catalina) ซึ่งตั้งอยู่บนสันเขากาตาลีน่า จากปราสาทนี้สามารถชมวิวของเมืองฮาเอนและภาพธรรมชาติที่สวยงาม ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ กลายเป็นโรงแรมหรู ฮาเอนยังมีจัตุรัสกลางเมืองที่ขึ้นชื่ออย่าง พลาซ่า เบซเกซ เด โมลิน่า (Plaza Vazquez de Molina) ซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสําคัญๆมากมาย

ฮาเอนยังมีป้อมปราการโมต้า (Fortaleza de la Mota) ซึ่งเป็นส่วนที่ยังเหลืออยู่ของเมืองเก่าแบบอันดาลูเซีย ป้อมนี้มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกและตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา

Huelva

  • เมืองกอร์โดบา (Cordoba)

เป็นดินแดนเก่าแก่ของชาวยิวและชาวมุสลิม เมื่อศตวรรษที่ 11 เคยเป็นเมืองที่สําคัญที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรป ผู้คนต่างวัฒนธรรมต่างเชื้อชาติ ทั้งยิว มุสลิม และคริสเตียน อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสันติ รวมทั้งนักปราชญ์ ศิลปิน และนักวิทยาศาสตร์ก็ได้มารวมตัวกันที่นี่ ชาวกอร์โดบาเป็นคนที่หยิ่งทะนง รักศักดิ์ศรี และตรงไปตรงมา

ความเก่าแก่และความทันสมัยของกอร์โดบาถูกแบ่งแยกไว้ด้วยกําแพงเมืองของชาวมัวร์ที่ได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี กอร์โดบาได้ชื่อว่า เป็นเมืองผู้ดีเก่า เพราะมีอดีตที่เคยยิ่งใหญ่มานาน เมื่อ 152 ปีก่อน คริสตกาล กอร์โดบาเคยถูกปกครองโดยชาวโรมัน ในศตวรรษที่ 6-8 พวกวิสิกอทนําศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่เมืองนี้ อีก 2 ศตวรรษต่อมา กอร์โดบาก็ตกเป็นของชาวมัวร์ซึ่งทําให้กอร์โดบา เจริญรุ่งเรืองมากที่สุด 

เว็บไซต์: www.turismodecordoba.org

-สุเหร่าแห่งกอร์โดบา (Mezquita-Catedral de Cordoba)

เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของโลกมุสลิม เป็นรองเพียงสุเหร่าที่เมืองเมกกะเท่านั้น ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 โดย Abderraman ในบริเวณที่เป็นโบสถ์เก่าของโรมันและวิสิกอท ตัว มัสยิดสร้างเสร็จช่วงศตวรรษที่ 10 ภายในนั้นคือสุดยอดศิลปกรรมของชาวมัวร์ แต่เป็นที่น่าเสียดาย หลังจากแขกมัวร์ปกครองกอร์โดบา มาอย่างยาวนานก็สูญสิ้นอํานาจให้กับพวกคริสเตียนที่ค่อยๆลุกคืบจากทางเหนือลงมายังดินแดนทางตอนใต้ของคาบสมุทรไอบีเรีย ทําให้มีการรื้อบางส่วนและดัดแปลงให้เป็นโบสถ์พระแม่มารี โดยมีการก่อสร้างโบสถ์รูปกางเขนขึ้นในบริเวณสุเหร่า เป็นการผสมผสาน ศิลปะการก่อสร้างแบบต่างๆทั้งโกธิก โรมาเนสก์ และบาโรก ที่ดู สวยงามแต่ช่างขัดแย้ง ซึ่งการสร้างนั้นกินเวลาเกือบร้อยปี การก่อสร้างโบสถ์ใหม่ได้ทําลายความงามทางศิลปะและสถาปัตยกรรม เดิมบางส่วนไปอย่างน่าเสียดาย แต่กระนั้น สุเหร่าแห่งนี้ก็ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเสมือนเพชรยอดมงกุฎของสถาปัตยกรรม อาหรับที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก อันควรค่าแก่การไปเยี่ยมชมสักครั้ง

-อัลกาซาร์ เด ลอส เรเยส กริสติอาโนส์ (Alcazar de Los Reyes Cristianos) สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่พํานักของราชวงศ์ คริสเตียน จากนั้นได้เปลี่ยนสถานภาพอีกหลายครั้งโดยทําหน้าที่เป็นเรือนจําของเมืองและภายหลังกลายเป็นเรือนจําของทหาร อัลกาซาร์ มีสวนที่สวยงาม ตัวอาคารได้รับการประกาศให้เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งอัลกาซาร์ยังเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่ยูเนสโก ประกาศให้เป็นมรดกโลก

-ย่านคูเดเรีย (Juderia) ด้วยความที่เป็นเมืองที่มีหลากหลายวัฒนธรรมซึ่งรวมถึงวัฒนธรรมของชาวยิวด้วย บริเวณที่นักท่องเที่ยว สามารถชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบของสถาปัตยกรรมก็คือ ย่านนี้ซึ่งประกอบไปด้วยถนนเล็กๆหลายเส้น นักท่องเที่ยวสามารถ สัมผัสบรรยากาศแบบชาวอันดาลูเซียบนท้องถนนแห่งนี้ รวมถึงสถาปัตยกรรมโบสถ์ของชาวยิวซึ่งมีศิลปะเฉพาะตัวของสเปนแบบมูเดคาร์

  • เมืองกรานาด้า (Granada)

เป็นอาณาจักรสุดท้ายของชาวมัวร์ ซึ่งชาวมัวร์ครอบครองไว้นานที่สุด เมื่อกอร์โดบาเสื่อมอํานาจและอิทธิพลลง กรานาด้าจึงเริ่มมีบทบาททางการเมือง โดยเป็นเมืองหลวงของพวกมัวร์ที่มีชาวยิวเป็นที่ปรึกษาตลอดเวลา 60 ปี นานพอที่รากวัฒนธรรมชาวมัวร์กับชาวยิว จะฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชาวกรานาด้ามาจนถึงทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์จารึกว่ากรานาด้าเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดเมื่อเมืองมุสลิมรอบๆ ถูกชาวคริสต์โจมตียึดครอง ผู้คนพากันอพยพมาอยู่ที่นี่มากมาย สร้างความเจริญสูงสุดทั้งทางวัตถุ จิตใจ และศิลปะ กรานาด้าจึงมี พระราชวังอัลฮัมบรา สถาปัตยกรรมอาหรับชิ้นเอกของโลก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของศิลปกรรมมัวร์ที่งดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ กรานาด้า ตั้งอยู่ที่เชิงเขาเซียร์รา เนวาด้า (Sierra Nevada) ซึ่งเป็นกลุ่ม ภูเขาที่สูงที่สุดในสเปน และเหมาะแก่การเล่นกีฬาฤดูหนาว จุดเด่นของ กรานาด้าก็คือวิวจากลานสกีที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล จุดสูงสุดของภูเขาคือ มูลลาเซน (Mulhacen) มีความสูง 3,478 เมตร แต่ด้วยความที่ไม่ไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กรานาด้าจึงเหมาะ แก่การมาเยือนทุกฤดู นอกจากนี้ยังมีการแสดงฟลาเมงโก้ที่มีชื่อเสียงที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอีกด้วย

-พระราชวังอัลฮัมบรา (Alhambra Qat at a-Hamra)

เป็นชื่อในภาษาอาหรับของ Alhambra ซึ่งแปลว่าอิฐแดง สร้างโดยกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5 (Muhammed V) ในศตวรรษที่ 13 เป็นอนุสรณ์สถานแห่งเดียวของมัวร์ที่ยังเหลืออยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด พระราชวังตั้งอยู่บนเนินหญ้าเขียวขจี สวยสะดุดตาและงามพร้อมแบบไม่มีที่ติ เป็นสุดยอดแห่งจินตนาการและพรสวรรค์ทางศิลปะ ของชาวมัวร์ จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์อย่างยิ่งใหญ่ เหนือคําพรรณนาใดๆ พระราชวังอัลฮัมบรามิได้ยิ่งใหญ่เฉพาะ โครงสร้างภายนอกแต่อลังการด้วยรายละเอียดอันประณีตจากช่างฝีมือที่ได้สร้างสรรค์การตกแต่งพระราชวังนี้อย่างวิจิตรพิสดาร ทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นลวดลายสลักเสลาบนเพดานไม้แกะสลักลายเครือเถาบนปูนปั้นประดับผนัง ลายลดาวัลย์และลายลูกไม้ฉลุ บนเรียวโค้งของเสาหินอ่อน นอกพระราชวังนั้นยิ่งงามวิจิตรกว่า ด้วย สวนสวยแวดล้อมกับลานหินที่ประดับประดาด้วยการตกแต่งไม้ดอกไม้ ประดับและสระน้ํา ราวกับจําลองสวนสวรรค์มาไว้บนดินที่ เรียกว่า เฆนเนรัลลิเฟ่ (Generalife) ปัจจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวมา เยี่ยมชมพระราชวังแห่งนี้วันละไม่ต่ํากว่า 6,000 คน ดังนั้นการจองซื้อ ตั๋วล่วงหน้าดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อรับประกันว่าจะไม่พลาด การเข้าไปเที่ยวชมภายใน

-ย่านอัลบายซิน (Albayzin หรือ Albaicin)

เป็นย่านชุมชน ชาวอารบิก อยู่บริเวณเขาด้านตรงข้ามกับพระราชวังอัลฮัมบรา โดยอัลบายซินนั้นคือมนต์เสน่ห์ของกรานาด้า การได้เดินบนถนนอิฐ ตรอกแคบๆ บ้านเรือนสีขาว หรือ “White Washed” นั้น เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกคน การเดินตามตรอกซอกซอยเล็กๆเหล่านี้ ทําให้ดูเหมือนได้ย้อนยุคกลับไปในสมัยที่แขกมัวร์ยังคงเรืองอํานาจ ปกครองดินแดนแถบอันดาลูเซีย โดยตรอกซอยเหล่านี้เล็กจนกระทั่ง รถหรือแม้แต่มอเตอร์ไซค์ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ ขั้นบันไดต่างทอดยาวไปจนถึงยอดเขา นี่แหละคือเสน่ห์ของย่านอัลบายซิน จนทําให้ได้รับมรดกโลกจากองค์การสหประชาชาติในปี 1984

  • เมืองมาลาก้า (Malaga)

เป็นเมืองแห่งการพักร้อนของชาวสเปน เนื่องจากตั้งอยู่บน คอสต้า เดล โซล (Costa del Sol) ของชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทําให้เมืองมาลาก้ามีสภาพอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่นตลอดทั้งปี เหมาะแก่การพักผ่อนตากอากาศเป็นอย่างมาก เมืองมาลาก้ายังเป็นบ้านเกิด ของ 2 ศิลปินชื่อดังต่างยุคต่างสมัยอย่างปาโบล ปีกัสโซ (Pablo Picasso) และนักแสดงมากฝีมืออย่างแอนโตนิโอ แบนเดอรัส (Antonio Banderas)

-อัลคาซาบา เด มาลาก้า (Alcazaba de Malaga)

พระราชวังแบบอาหรับที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 11 โดยพระเจ้า บาดิซ (Badis) แห่งกรานาด้า มาลาก้าก็เหมือนกับอีกหลายเมือง ของแถบแคว้นอันดาลูเซียที่ยังเหลือซากความเจริญของชาวโรมัน ให้ผู้คนได้ชื่นชม อย่างเช่นโรงละครโรมันที่มาลาก้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก

-พระราชวังอัลคาซาบา

โรงละครแห่งนี้ถูกขุดพบในปี 1951 ก่อสร้าง ขึ้นในสมัยอาณาจักรของออกัสตัส (Augustus) ตัวโรงละคร มีความกว้างประมาณ 31 เมตรและสูงประมาณ 16 เมตร

-มหาวิหารแห่งมาลาก้า (Catedral de Malaga) หรือรู้จักกัน ในชื่อ La Manquita มหาวิหารแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถาน สําคัญของเมืองมาลาก้า ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่เคยเป็นมัสยิดเก่าของ ชาวมัวร์ จุดเด่นของโบสถ์นี้คือความผสมผสานกันของสถาปัตยกรรม ตั้งแต่โกธิกเมื่อแรกเริ่มของการก่อสร้าง ส่วนภายในของมหาวิหาร ได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมเรอเนสซองส์และบาโรก นอกจากนี้ยังมีสวนล้อมรอบซึ่งมีความสวยงามอย่างมากอีกด้วย

Fundacion Picasso Malaga มูลนิธิปาโบล ปีกัสโซซึ่งเป็น พิพิธภัณฑ์บ้าน ซึ่งตัวพิพิธภัณฑ์นั้นใช้สถานที่ที่เป็นบ้านที่ปีกัสโซ ถือกําเนิด ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมงานบางส่วนของปีกัสโซ รวมทั้งคอลเล็กชันงานศิลปะจากศิลปินชื่อดังอย่างชูอัน มีโร (Joan Mird) และฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon)

เว็บไซต์: www.fundacionpicasso.es

-มูเซโอ้ ปีกัสโซ มาลาก้า (Museo Picasso Malaga)

พิพิธภัณฑ์ ที่รวบรวมคอลเล็กชันส่วนตัวของปาโบล ปีกัสโซ ซึ่งญาติของศิลปินชื่อดัง ท่านนี้เป็นเจ้าของและนํามาจัดแสดงที่นี่ 

เว็บไซต์: www.museopicassomalaga.org

-ชายหาดมาลาเกต้า (Malagueta) ชายหาดซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง มาลาก้า รวมทั้งชายหาดปลาย่า เด ซานต้า อาน่า (Playa de Santa Ana) ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอํานวยความสะดวกและสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง เพียงแต่สถานที่ตั้งของชายหาดไม่ได้อยู่ในตัวเมืองมาลาก้า แต่อยู่ที่เขตเบนัลมาเดน่า (Benalmadena) ซึ่งห่างไปประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร นอกจากนี้มาลาก้ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ทั้งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติรอให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม

เว็บไซต์: www.malagaturismo.com

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet