เตรียมตัวก่อนผจญภัยในเส้นทางรถไฟในฝันของนักเดินทาง

china

– ประเภทคลาสร้อง/เตียง-

รถไฟสัญชาติรัสเซีย สายทรานส์ไซบีเรียจะมี 3 คลาส คือ คลาส 1 Spanywagon ห้องละ 2 เตียง ราคาเกือบ 2 เท่าของคลาส 2 และมีห้องน้ำ/ที่อาบน้ำในตัว, คลาส 2 Kupe ห้องละ 4 เตียง, คลาส 3 Platskartny เป็นแบบไม่มีที่กั้นห้องเป็นเตียงเรียงซ้าย-ขวาแบบ เปิดเผยคล้ายหอพักรวม โดยชั้น 2 และ 3 จะใช้ห้องน้ำรวมที่อยู่ท้ายของแต่ละโบกี้ แต่สายทรานส์แมนจูเรียจะมีแต่ชั้น 1 กับชั้น 2 เท่านั้น

ซึ่งในแง่ความสะดวกสบายของชั้น 2 ก็เพียงพอและเป็นส่วนตัวถ้ามาครบ 4 คน แต่ถ้าน้อยกว่านั้นก็มีโอกาสได้พบปะพูดคุยเพื่อนร่วมทางต่างชาติ แต่ถ้าอยากจะประหยัดงบ และได้เจอเพื่อนต่างชาติเยอะขึ้นชั้น 3 ก็เป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง

china

รถไฟสัญชาติจีน สายทรานส์มองโกเลีย 3 และ 4 มี 3 คลาส คือ คลาส 1 Deluxe ห้อง 2 เตียง ใช้ห้องน้ำร่วมกับห้องติดกัน, คลาส 1 Soft Sleeper ห้อง 4 เตียง และคลาส 2 Hard Sleeper ห้อง 4 เตียง ซึ่ง 2 ประเภทหลังแทบไม่ต่างกันแค่เตียง Soft จะใหญ่กว่าเล็กน้อย การเลือก Hard จะคุ้มค่าราคากว่า

รถไฟสัญชาติมองโกเลีย มี 2 คลาส คือ คลาส 1 Spalnyvagon ห้อง 2 เตียง และ คลาส 2 Kupe ห้อง 4 เตียง

ค่าใช้จ่าย

รถไฟสายทรานส์มองโกเลียหรือทรานส์ แมนจูเรีย ค่าตัวรถไฟจากปักกิ่งไปมอสโควไม่แวะลงที่ใดเลยแบบคลาส 2 ห้อง 4 เตียง ค่า ใช้จ่ายราว 21,000-24,000 บาท/คน แต่ค่าตั๋วรถไฟจากมอสโควไปปักกิ่งไม่แวะลงที่ใดเลย ราว 16,000-18,000 บาท/คน แบบคลาส 2 ห้อง 4 เตียง (เริ่มจากมอสโควจะถูกกว่าในแง่ค่าตั๋วรถไฟ)

สายทรานส์ไซบีเรียค่าตั๋วจากมอสโคว-วลาดิวอสต็อค หรือวลาดิวอสต็อค-มอสโคว ไม่แวะลงที่ใดเลยแบบคลาส 2 ห้อง 4 เตียงค่า ใช้จ่ายราว 12,000 บาทต่อคน

Note: 

  • สําหรับทริปนี้ซื้อตั๋วผ่านเอเจนซี่ ยกเว้น ตั๋วในรัสเซียผ่านเว็บไซต์การรถไฟรัสเซีย โดยตรง
  • ตั๋วจากปักกิ่งไปมองโกเลียราคา 184 ดอลลาร์ มีค่าส่งทั่วถึงที่พักเพิ่มอีก 5 ดอลลาร์ต่อคน
  • ตั๋วจากมองโกเลียไปอูลันอูเดสาย 236 ราคา 70 ดอลลาร์
  • ตั๋วจากอูลันอูเดไปอีร์คุตสค์ 1,900 รูเบิล
  • รวมค่าเดินทางรถไฟจากปักกิ่ง – อีร์คุตสค์ ราว 9,400 บาท (ณ อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 32 บาทและ 1 รูเบิล = 0.55 บาท โดยประมาณ)

Let’s go to China

จีน….ดินแดนที่ส่งออกนักท่องเที่ยวอย่างเป็นล่ำเป็นสันจนติดอันดับต้นๆของโลก ส่วนอาณาบริเวณประเทศจีนก็กินบริเวณกว้างใหญ่อันดับ 3 ของโลก (ถ้านับรวมดินแดนที่ยังมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านด้วยแล้ว) จะเป็นรองก็แค่รัสเซียกับแคนาดา ทําให้จีนมีภูมิประเทศทั้งเทือกเขา ทะเลสาบ แม่น้ำ ชายฝั่งทะเล ที่ราบลุ่ม ทะเลทราย ที่ล้วนมีทิวทัศน์ตระการตา ในปี ค.ศ. 2018 จีนมีประชากรราว 1,300 กว่าล้านคนเท่ากับ 1 ใน 7 ของโลก (อนาคตผลของการยกเลิก One child policy อาจมีตัวเลขขยับขึ้น) และแน่นอน คนมากขนาดนี้ภาษาจีนถึงถูกใช้มากที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องเดาก็รู้ ท่ามกลางความทันสมัยของเทคโนโลยีเทียบซีนฝั่งตะวันตกแต่เรื่องราวประวัติศาสตร์กลับมีมายาวนานหลายพันปี ซึ่งโครงกระดูกมนุษย์ดึกดําบรรพ์ที่อาศัยบริเวณนี้มีมาหลักแสนปีได้ถูกขุดพบในประเทศจีน ที่จะรู้จักคุ้นหูหน่อยคือมนุษย์ปักกิ่ง และยังมีราชวงศ์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนปกครองประเทศมาอย่างต่อเนื่องจนสิ้นระบอบจักรพรรดิไม่ต่ํากว่า 2,000 ปี จากข้อมูลที่ขุดคุ้ยมาล้วนมีแต่สิ่งที่เป็นที่สุด ทําให้ต้องลองไปสัมผัสดูให้รู้ซักที 

ไปเที่ยวช่วงไหนกันดี

ฤดูใบไม้ผลิ : มีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิ 10-22 องศา เซลเซียส หลังจากผ่านหนาวมาแล้วช่วงนี้อากาศจะเย็นสบายเหมาะแก่การไปเที่ยวเยี่ยมชมตามสถานที่ต่างๆอย่างมาก

ฤดูร้อน: พฤษภาคม-สิงหาคม อุณหภูมิสูงกว่า 22 องศาเซลเซียสและมากกว่า อาจจะเจอฝนได้ในบางวันควรพกร่ม แต่ร่มจะใช้กันแดดเสียมากกว่าและพกครีมกันแดด SPF50++++ อัพขอบอกว่าปักกิ่งร้อนแดดไม่ต่างจากเมืองไทย ในเมืองจะอบอ้าวแต่ถ้าไปตามป่าเขาอากาศจะดี

ฤดูใบไม้ร่วง: กันยายน-ตุลาคม อุณหภูมิ 10-22 องศาเซลเซียส ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีเหลืองส้ม วิวทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงาม ท้องฟ้าสดใสอากาศเย็นสบาย แต่ถ้าไปตามหาบเขา หนีบเสื้อกันหนาวไปกันด้วย

ฤดูหนาว: พฤศจิกายน-กลางมีนาคม อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส และต่ำกว่าที่ปักกิ่งจะหนาวมากมีหิมะตก ส่วนที่ฮาร์บิ้น ก็มีงานเทศกาลน้ำแข็งใครไม่แคร์ความหนาวใดๆต้องจัดไป ฤดูนี้เท่านั้น เพราะติดลบ -30 ถึง -40 องศานานเป็นเดือน

ทําการตลาดกับกลุ่มทัวร์ชาวจีน ที่มาอย่างล้นหลามเสียเลยหุหุ (ขนาดเมืองไทยยังไม่ PR ไปถึง จุดนั้น…แต่อนาคตก็ไม่แน่)

Note: ควรเลี่ยงเทศกาลวันชาติจีนที่เป็นวันหยุดยาว 1-7 ต.ค.ของทุกปีรวมทั้ง วันตรุษจีน วันแรงงานสากล ทุกอย่างที่เป็นสาธารณะ เช่น รถไฟ เครื่องบิน สถานที่เที่ยวจะมีคลื่น มหาชนชาวจีนล้นหลามยกเว้น อยากมีเพื่อนร่วมทางเยอะๆ ช่วงต้นตุลาคมพอดีหรือเรียกว่า“Golden week” 

ทําวีซ่า

ยื่นได้ที่ศูนย์บริการยื่นขอวีซ่าประเทศจีน (Chinese visa Application Service Center) กรุงเทพฯ รวดเร็วและสะดวกสบาย ถ้าไม่สะดวกเดินทางสามารถยื่นผ่านตัวแทนได้ (ไม่ต้องไปติดต่อเอง) เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  1. หนังสือเดินทาง (Passport) ต้องมีอายุการใช้งานเหลือมากกว่า 6 เดือน มีหน้าว่างสําหรับวีซ่าไว้สองหน้า พร้อมสําเนาหน้าข้อมูลของหนังสือเดินทาง 1 ชุด (สําหรับผู้เคยมีสัญชาติจีนแล้วมีการเปลี่ยนเป็นสัญชาติอื่นภายหลังต้องยื่นหนังสือเดินทางจีนเล่มเดิม พร้อมสําเนาหน้าข้อมูลที่มีรูปถ่ายและหน้าต่ออายุ)
  2. วีซ่าจีนในหนังสือเดินทางเดิม ชาวจีนที่เกิดในประเทศจีนแต่ได้สัญชาติอื่นและเคยได้วีซ่าจีน เมื่อขอวีซ่าด้วยหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้ยื่นสําเนาหน้าข้อมูลที่มีรูปถ่าย และหน้าวีซ่าจีนที่เคยได้รับด้วย
  3. แบบฟอร์มขอวีซ่า (ดาวน์โหลดจาก  www.visaforchina.org/BKK_TH/upload /Attach/mrbj/275102.pdf) ที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
  4. รูปถ่าย 2 นิ้ว (48×33 มม.) จํานวน 2 รูป (ติดรูปบนแบบฟอร์ม) เป็นรูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน หน้าตรง รูปสีที่ใช้พื้นหลังสีขาว
  5. แผนการเดินทาง, สําเนาใบจองที่พักโรงแรม, สําเนาตั๋วเครื่องบินไป-กลับระบุชื่อ, สําเนาตั๋วรถไฟระหว่างประเทศระบุชื่อกรณีข้ามประเทศด้วยรถไฟหรือตัวเรือโดยสารของตลอดทริป เจ้าหน้าที่ศูนย์จะดูความต่อเนื่องของทริปจนจบกลับสู่ประเทศไทย แม้ว่าเราจะอยู่ในจีนไม่กี่วันและออกไปยังประเทศอื่นต่อ ดังนั้นทริปทรานส์มองโกเลีย-ทรานส์ไซบีเรียให้เตรียมแผนการเดินทางพร้อมเอกสารทั้งหมด ของทริปรวมถึงในมองโกเลียและรัสเซียด้วย
  6. หนังสือมอบอํานาจ (กรณีให้คนอื่นยืนแทน) พร้อมสําเนาบัตรประชาชนของผู้อื่นด้วย
  7. กรณี 1 visits การขอวีซ่าไม่ควรล่วงหน้าก่อน 3 เดือนเพราะจะหมดอายก่อน วีซ่าจีนจะแสตมป์ให้เริ่มต้นในวันที่นัดรับวีซ่าพอดี (ไม่ใช่วันที่เราเริ่มเดินทาง) และมีอายุ เพียง 3 เดือนแต่ถ้า 2 visits วีซ่าจะหมดอายุภายใน 6 เดือนจะต้องเข้า-ออกในช่วง เวลาที่ได้รับและต้องยื่นเอกสารครบรายละเอียดทั้ง 2 ทริปและอยู่ได้ 30 วันต่อครั้ง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet