แพลนเที่ยวประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 3 เมืองในหนึ่งวัน

Stein Am Rhein

-เมืองชไตน์อัมไรน์ (Stein Am Rhein)-

ชไตน์อัมไรน์ (Stein Am Rhein) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองชาฟฟ์เฮาเซิน เป็นเมืองเล็กน่ารักขนาดย่อมริมแม่น้ำไรน์ ตามประวัติเล่ากันว่า เป็นเมืองที่มีอายุร่วมพันปี ถ้าแปลชื่อเมืองตรงตัว ก็แปลว่า “หินข้างแม่น้ำไรน์” ความโดดเด่นของเมืองนี้อยู่ที่อาคารบ้านเรือน ซึ่งยังคงอนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิมไว้ แม้ส่วนใหญ่มีอายุกว่าร้อยปีก็ตาม รวมถึงภาพวาดตามผนังบ้าน ที่ในอดีตเจ้าของบ้านอาจวาด หรือจ้างช่างฝีมือมาวาดให้ แต่บ้านเหล่านี้ก็ยังได้รับการบูรณะดูแลอยู่เป็นประจํา

ชไตน์อัมไรน์ คงมีอะไรให้ชมได้ไม่มากนัก แต่เหมาะกับการพักผ่อนสุดๆมากกว่า และชาวสวิสก็นิยมมาพักผ่อนที่เมืองนี้ในวันหยุดเช่นกัน Continue reading “แพลนเที่ยวประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 3 เมืองในหนึ่งวัน”

เดินทางท่องเที่ยว เมืองอัพเพนเซลล์ (Appenzell)

Appenzell

-เมืองอัพเพนเซลล์ (Appenzell)-

อัพเพนเซลล์ (Appenzell) เป็นเมืองขนาดเล็กอยู่ไม่ไกลจากซังต์กัลเลน ถ้าจะเที่ยวซังต์กัลเลนอยู่แล้ว ก็แนะนําให้เพิ่มอัพเพนเซลล์ลงไปในแผนด้วย เพราะหากต้องการชมเมืองสงบเงียบ ที่นี่มีให้ครบ แต่ดูไปดูมาใช้เวลาเดินทางมาเมืองนี้นานกว่า เวลาที่เที่ยวในเมืองนี้เสียอีก เพราะเมืองมีขนาดเล็ก เดินไม่นานก็ทั่วเมืองแล้ว บางครั้งนึกว่าเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กๆมากกว่า

รถไฟจากซังต์กัลเลน เดินทางมาอัพเพนเซลล์ วิ่งผ่านชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ในแถบชนบท สองข้างทางเต็มไปด้วยทิวทัศน์ของทุ่งหญ้า บ้านเรือนสไตล์สวิส แต่เป็นรถไฟหวานเย็น ไม่ค่อยทันใจโก้สักเท่าไหร่

การเดินทางสู่อัพเพนเซลล์

สถานีรถไฟที่จะไปอัพเพนเซลล์ แยกออกมาจากสถานีรถไฟ St.Gallen ที่เราขึ้นมาเมื่อสักครู่ โดยตั้งอยู่ตรงข้ามกัน เส้นทางไป Appenzel ให้บริการโดยบริษัท Appenzeler Bahnen หรือ AB รถออกทุกครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 50 นาที

ส่วนขากลับไปซูริค ไม่จําเป็นต้องย้อนมาทาง St. Gallen สามารถเปลี่ยนบรรยากาศไปทางสถานี Gossau SG ก็ได้ใช้เวลาพอๆกับทาง St. Gallen

ออกจากสถานีรถไฟ Appenzell เดินมุ่งหน้าตรงไปเล็กน้อยไม่เกิน 200 เมตร ก็ถึงถนน Hauptgasse ถนนเส้นหลักของเมือง แหล่งรวมร้านค้าที่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบ การก่อสร้างตึกรามบ้านช่องจากอดีตไว้อยู่ ด้วยสีสันแบบวินเทจ (Vintage) ส่วนใหญ่ เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรม

ทางตะวันออกของถนนเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอัพเพนเซลล์ (Museum Appenzel) จัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอัพเพนเซลล์ในอดีต ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องชีส ดังนั้นจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเนยแข็งให้ชม รวมถึงภาพถ่ายของชุมชนชนบทในอดีต (เดือน พ.ย.-มี.ค. เปิด 14.00-17.00 น. เม.ย.-ต.ค. 10.00-12.00 และ 14.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 7 ฟรังก์ Swiss Pass เข้าชมฟรี GPS : 47.3308234, 9.409807)

ฝั่งตะวันตกของถนนมีร้านขนม Drei Konige เป็นร้านขนมชื่อดังของที่น จะใช้ชีสเป็นส่วนผสม โดยโฆษณาว่าไม่มีกลิ่นเหม็น หรือรสชาติเลี่ยน ดังนั้นคน ไม่ชอบชีสก็ทานได้ (GPS : 47.3310437, 9.4085001)

ตะวันตกสุดทางของถนน Hauptgasse มีลานกว้าง Landsgemeindeplatz ใช้สําหรับการออกเสียงลงคะแนนของชาวอัพเพนเซลล์ ทุกเดือนเมษายนของแต่ละปี ชาวเมืองจะมารวมตัวบริเวณนี้เพื่อลงคะแนนเสียงโดยการยกมือ หลังลงคะแนนเสร็จ ก็จะมีงานฉลองร่วมกันทานขนม บริเวณนี้จึงมีรูปปั้นคนยกมือออกเสียงเป็นสัญลักษณ์

และแล้วก็ได้เวลาอําลาเมืองเล็กน่ารักอย่างอัพเพนเซลล์ (Appenzell) สถานที่ ท่องเที่ยวทั้งเมืองมีแค่นี้จริงๆ ใช้เวลาไม่มากก็เที่ยวทั่ว ส่วนผมขอตัวกลับซูริค แต่กลับ ทาง Gossau SG คนละทางกับ St. Gallen เพราะอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง

-เมืองชาฟฟ์เฮาเซิน (Schaffhausen)-

ชาฟฟ์เฮาเซิน (Schaffhausen) อดีตเมืองท่าทางตอนเหนือของประเทศ ที่อยู่ติดกับชายแดนประเทศเยอรมนี ถ้าดูจากแผนที่บริเวณเมืองชาฟฟ์เฮาเซินมีพื้นที่ ประเทศเยอรมนีแหว่งเข้ามา แม้แต่รถไฟที่วิ่งมาจากซูริค ก็มีบางช่วงที่ผ่านเข้าไปในเขตแดนเยอรมนี ชาฟฟ์เฮาเซ็นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาจากน้ําตกไรน์ (Rhein Fal) น้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่กี่กิโลเมตร

ส่วนในตัวเมืองชาฟฟ์เฮาเซินก็มีแหล่งท่องเที่ยวให้แวะชมมากมาย เช่น ป้อมมูน็อท (Munot) ที่อยู่บนเนินเขาสูง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทั้งเมือง และยังมีไร่องุ่นเป็นฉากหน้าปลูกไว้ตลอดแนวทางเดิน

การเดินทางสู่ชาฟฟ์เฮาเซ็น

เริ่มต้นจากเมืองซูริค (Zurich) สามารถเดินทางด้วยรถไฟไปชาฟฟ์เฮาเซ็น ใช้เวลาเพียง 40 นาที มีรถออกทุกครึ่งชั่วโมง

เขตเมืองเก่าซาฟฟ์เฮาเซ็น

ออกจากสถานีรถไฟชาฟฟ์เฮาเซินเดินมาฝั่งตรงข้าม ก็เริ่มต้นเที่ยวในเขตเมืองได้แล้ว เริ่มจากถนน Vordergasse ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเมือง มีร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า ตัวอาคารบ้านเรือนก็วาดเป็นสีสันต่างๆ มีบ้านหลังหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร คือ เฮาส์ซัมริทเทอร์ (Haus Zum Riter) ซึ่งเคยเป็นบ้านของอัศวินมาก่อน ด้านนอกวาดรูปบนผนังบ้านไว้ได้อย่างสวยงาม โดดเด่นที่สุดบนถนนเส้นนี้

เดินผ่าน โบสถ์เซนต์โจฮาน (Kirche St.Johann) ซึ่งเป็นวิหารหลักของเมือง สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 12 กลับถูกทิ้งร้างในช่วงการปฏิรูปศาสนา แต่ปัจจุบันกลับมา มีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจทางศาสนาของชาวชาฟฟ์เฮาเซิน เดินต่อจนสุดถนน Vordergasse แล้วข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อขึ้นไปยังป้อมมูน็อท (Munot)

  • ป้อมมูน็อท (Munot)

GPS : 47.6969028, 8.6397812

หลังเดินข้ามมาจากถนน Vordergasse ได้เวลาออกกําลังขาเดินขึ้นบันได ไปด้านบนของป้อมมูน็อท (Munot) ระหว่างสองข้างทางริมบันไดเต็มไปด้วยสวนองุ่น แต่ถ้าฤดูร้อนก็อาจไม่เห็นต้นองุ่นสักเท่าไหร่ เพราะอุณหภูมิสูงเกินไป ปลูกองุ่นไม่ขึ้น

ป้อมมูน็อท (Munot) สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 เป็นลักษณะทรงกระบอก เพื่อใช้ป้องกันข้าศึกในอดีต โดยเฉพาะการรุกรานจากฝั่งเยอรมนี้ ด้วยที่ตั้งที่สามารถมองเห็นโค้งแม่น้ำไรน์ (Rhein River) ได้อย่างชัดเจน และสามารถมองเห็นวิวมุมสูงมด ทั่วทั้งเมืองชาฟฟ์เฮาเซิน จุดนี้จึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมที่สุด หลังหมดยุคสงคราม ป้อมมูน็อทก็หมดความสําคัญและเปิดให้คนทั่วไปขึ้นมาชมวิวด้านบนได้

  • น้ำตกไรน์ (Rhein Fall)

GPS : 47.6779274, 8.6155691

ย้อนกลับมาที่หน้าสถานีรถไฟชาฟฟ์เฮาเซิน เพื่อรอขึ้นรถประจําทางสาย 1 (หน้ารถเขียนว่า Rheinfall) รถออกทุก 10 นาที และใช้เวลาเพียง 10 นาที ก็ถึงป้ายรถ Neuhausen Zentrum พร้อมประกาศบนรถเป็นภาษาอังกฤษว่า Rheinfall ให้เราลงป้ายนี้ได้เลย เมื่อลงที่ป้ายรถเมล์ เดินต่อตามป้ายไปอีกนิดเดียวก็ถึงน้ำตกไรน์

น้ำตกไรน์ (Rhein Fall)  หรือที่เขียนในภาษาอังกฤษว่า Rhine Fal เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป กว้าง 150 เมตร สูง 23 เมตร เชื่อกันว่าเป็นน้ําตกที่มีอายุ กว่า 14,000-17,000 ปี ในฤดูร้อน และฤดูใบไม้ผลิ น้ําตกไรน์จะมีน้ําไหลลงมาแรงมากกว่าปกติ จนบางครั้งละอองน้ำกระเด็นไปถึงอีกฝั่ง น้ำตกไรน์เป็นส่วนหนึ่งของ แม่น้ำไรน์ ที่ไหลมาจากทะเลสาบคอนสแตนซ์ในเยอรมัน จากนั้นไหลเข้าประเทศสวิส ผ่านน้ำตกไรน์ แล้ววกเข้าเขตแดนประเทศเยอรมันอีกครั้ง

หากต้องการไปสัมผัสบรรยากาศน้ำตกไรน์อย่างใกล้ชิด สามารถขึ้นเรือข้ามไปเกาะกลางน้ำตก ที่มีธงชาติสวิตเซอร์แลนด์อยู่บนยอดโขดหินได้ วันไหนน้ำไหลเชี่ยวแรง ก็จะไม่เปิดให้ข้ามไปบนเกาะนั้น ส่วนปราสาทเก่าข้างๆน้ำตก ก็สามารถในเรือจากฝั่งข้ามไปได้เช่นกัน ปราสาทแห่งนี้เคยใช้เป็นป้อมเก็บภาษีในอดีต เพราะเรื่อ ผ่านแม่น้ำไรน์มา ต้องแวะนําสินค้าลงที่นี่ แล้วค่อยนําไปลงเรืออีกครั้งบริเวณใต้น้ำตกไรน์ เพราะไม่สามารถนําเรือเหล่านี้ผ่านน้ำตกไปได้ จึงต้องนําสินค้าขึ้นฝั่งก่อน

ใกล้ปราสาทมีสถานีรถไฟ Schloss Laufen am Rheinfall สามารถใน ที่นี่ย้อนกลับไปสถานี Schaffhausen ใช้เวลาเพียง 8 นาที แต่ต้องตรวจสอบเดินรถให้ดี เพราะบางช่วงเวลาไม่มีรถวิ่ง ถ้าใครต้องการกลับด้วยรถประจําทางเหมือนเดิม ให้กลับไปรอที่ป้ายรถเมล์บนถนน Zentralstrasse ซึ่งเป็นถนนคนกับขามา เพราะบริเวณนั้นเดินรถทางเดียว แต่ถนนสองเส้นนี้อยู่ขนานกัน หาไม่ยาก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

เมืองศูนย์กลางทางด้านศาสนา ซึ่งต์กัลเลน (St.Gallen)

St.Gallen

-เมืองซึ่งต์กัลเลน (St.Gallen)-

ซังต์กัลเลน (St. Gallen) เริ่มต้นสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.612 โดยนักบวชชาวไอริช นามว่า “กัลลุส (Galus)” ซึ่งได้เดินทางมาบริเวณเมืองซังต์กัลเลนในปัจจุบัน พร้อมเผยแพร่ศาสนาให้แก่ชุมชนในดินแดนนี้ จนทําให้ศาสนามีความแข็งแกร่งมากขึ้น กระทั่งในอีกร้อยปีถัดมา จึงมีการสร้างโบสถ์ขึ้นกับสํานักวาติกัน และเพื่อเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ในเขตนี้พร้อมเรียกชื่อเมืองว่า “ซังต์กัลเลน (St. Gallen)” ให้พ้องกับชื่อของนักบวช ชาวไอริช ผู้เผยแพร่ศาสนาเป็นคนแรก

หลังจากนั้นบทบาทของซังต์กัลเลนจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนา เหน โบสถ์ วิหารจํานวนมากในเมือง และยังมีความเข้มแข็งในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกของสวิตเซอร์แลนด์มาจนถึงปัจจุบัน 

การเดินทางสู่ซึ่งต์กัลเลน

เนื่องจากซังต์กัลเลนตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสวิส ค่อนไปใกล้เยอรมัน และ ออสเตรีย ดังนั้นการเดินทางจากในสวิส ให้เริ่มต้นขึ้นรถไฟที่เมืองซูริค (Zurich) ใช้เวลา 1 ชั่วโมง มีรถออกเรื่อยๆ แทบจะทุกครึ่งชั่วโมง

แนะนําให้วางแผนเที่ยวเมืองซังต์กัลเลน (St. Gallen) คู่กับอัพเพนเซลล์ (Appenzell) ซึ่งผมจะแนะนําลําดับต่อไป แบบไปเช้าเย็นกลับจากซูริค เพราะทั้งสองเมืองนี้ อยู่ในเส้นทางเดียวกัน

จากหน้าสถานีรถไฟข้ามมาฝั่งตรงข้ามทางซ้ายมือเข้าสู่ถนน Kornhausstrasse ผ่านสี่แยกไฟแดงแรก แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแรก เข้าสู่ถนนพรมแดง (Red Carpet) หรือที่เรียกกันว่า Stadtlounge เป็นการลาดถนนให้เป็นสีแดงทั้งเส้น พร้อมออกแบบให้เหมือนมีรถยนต์จอดอยู่ แต่ถูกราดสีแดงไปด้วย ซึ่งใช้เม็ดพลาสติกขนาดเล็กพ่นบนพื้นถนน จึงทําให้เวลาเดินรู้สึกนุ่มกว่าพื้นปูนปกติ เป็นผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Pipiloti Rist และ Carlos Martinez เนรมิตให้โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่ปี ค.ศ.2005 เป็นต้นมา ปัจจุบันถนนเส้นนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คจุดถ่ายภาพ และเป็นจุดนัดพบ นั่งพักผ่อนของชาวซังต์กัลเลน

  • มหาวิหารซึ่งต์กัลเลน (St. Gallen Cathedral)

เดินจนสุดทางของถนนพรมแดง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน Wassergasse มุ่งหน้าไป 200 เมตรจนถึงมหาวิหารซังต์กัลเลน

มหาวิหารซังต์กัลเลน (St. Gallen Cathedral) เป็นโบสถ์ของนิกายคาทอลิก สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.747 โดยนักบวช Othmar เพื่ออุทิศให้กับกัลลุส (Gallus) ผู้เผยแพร่ศาสนาให้กับชาวเมืองเป็นคนแรก (ตามประวัติที่ได้กล่าวไปแล้ว) และมีการปรับปรุงซ่อมแซมวิหารอีกหลายครั้ง ล่าสุดมีการสร้างต่อเติมเมื่อปี ค.ศ.1755-1768 ที่ผ่านมา ความงดงามของวิหารไม่ใช่รูปร่างอาคารภายนอก แต่ต้องเข้าไปชมด้านในมีเพดานโค้งมน พร้อมภาพวาดบอกเล่าเรื่องราวของศาสนา บางภาพก็เป็นภาพนูนมี มิติออกมาให้เห็น จนยกให้เป็นวิหารที่มีความสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส

ความยิ่งใหญ่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะติดกับวิหารยังมีห้องสมุดประจํา วิหาร (Abbey Library of St.Gallen) หรือ Stiftsbibliothek ตั้งอยู่ทางใต้ของวิหาร ถือเป็นห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสวยงามอลังการแห่งหนึ่งของโลก เพดานโค้งมีภาพวาดสีสวยงาม และตกแต่งภายในห้องด้วยสไตล์บาร็อก ห้องสมุดแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมหนังสือหายาก ซึ่งมีต้นฉบับเขียนด้วยลายมือ ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 8 ปัจจุบันเก็บรักษาหนังสือสําคัญรวมกว่า 150,000 เล่ม โดย เป็นต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือกว่า 2,100 ฉบับ โดยจะนําหนังสือเหล่านั้นมาจัดแสดง ในตู้กระจกให้ชมอย่างใกล้ชิด แต่สัมผัสด้วยมือไม่ได้ ถือเป็นสิ่งที่หาชมได้ยาก

ในห้องสมุดยังมีลูกโลกไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 เมตร ซึ่งเคยเป็น สมบัติของเมืองซังต์กัลเลน และถูกซูริคแย่งชิงไปเมื่อปี ค.ศ.1712 พร้อมทั้งพยายาม ขอนํากลับมาไว้ที่ซังต์กัลเลน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ กระทั่งซูริคยอมทําลูกโลกจําลอง ขนาดใกล้เคียงของจริงมาตั้งไว้ในห้องสมุดเมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ผ่านมา ส่วนลูกโลกของ 3 ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในเมืองซูริค

ด้วยความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารซังต์กัลเลน และห้องสมุด เมื่อปี ค.ศ. 1983 จึงได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโก เพื่อเป็นอนุสรณ์ ซังต์กัลเลนเคยสร้างความยิ่งใหญ่ และความรุ่งเรืองให้ศาสนาในยุคหนึ่ง พร้อมทั้งเป็นสถานที่เก็บรักษางานเขียน ต้นฉบับหนังสือที่ลําค่าแห่งหนึ่งของโลก

เวลา : วิหาร 9.00-18.00 น., ห้องสมุด 10.00-17.00 น.
ค่าเข้าชม : วิหารฟรี ห้องสมุด 12 ฟรังก์, เด็ก 9 ฟรังก์, Swiss Pass ฟรี
GPS : 47.4230334, 9.376383

  • จัตุรัสตลาด (Marktplatz)

GPS : 47.4260496, 9.3761207

จากวิหารซังต์กัลเลน เดินขึ้นไปทางทิศเหนือตามถนน Marktgasse ผ่านโบสถ์เซนต์ลอเร็นเซ่น (St.Laurenzen) ตลอดเส้นทางของถนน Marktgasse เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขายเสื้อผ้า เป็นแหล่งชอปปิงขนาดย่อมประจําเมือง ถ้าเดินต่อไปอีกนิดก็จะถึงจัตุรัสตลาด (Marktplatz) มีซุ้มขายอาหารขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งเรียงรายอยู่บนพื้นที่โดยรอบ ถ้ามาในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีร้านขายของเยอะกว่าปกติ

หลังจากชมจัตุรัสตลาดเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินย้อนไปทางทิศตะวันตก กลับสถานีรถไฟ มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไปคือ เมืองอัพเพนเซลล์ (Appenzell) 

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ซูริค (Zurich) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสวิส ตอนที่ 2

lindenhof

  • สวนลินเดิ้นโฮ(Lindenhof)

GPS : 47.373116, 8.540855

ระหว่างถนน Bahnhofstrasse สามารถเดินตามซอยต่างๆ เชื่อมไปชมสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจริมแม่น้ำลิมมัต (Limmat) ได้เช่นกัน หรือจะเดินไปตามถนนบาห์นโฮฟ รวดเดียวจนถึงท่าเรือ Burkiplatz แล้วค่อยมาเก็บตกสถานที่ริมแม่น้ำหลังจากนั้นก็ได้

เริ่มต้นจาก Coop City บนถนน Bahnhofstrasse เลี้ยวเข้าถนน Kuttelgasse (มีร้าน Bucherer อยู่หัวมุม) ตรงขึ้นไปบนเนินลาดชันราว 100 เมตร ขวามือจะมีป้าย บอกทางเข้า Lindenhof ขึ้นบันไดไปไม่กี่วันก็ถึงสวนลินเดินโฮฟแล้ว Continue reading “ซูริค (Zurich) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสวิส ตอนที่ 2”

ซูริค (Zurich) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสวิส

zurich

-เมืองซูริค (Zurich)-

ซูริค (Zurich) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสวิส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เป็นศูนย์รวมของระบบเศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ การคมนาคม สนามบินหลักที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และยังเป็นตลาดแลกเปลี่ยนทองคําที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนทําให้หลายคนเข้าใจผิดว่าซูริคเป็นเมืองหลวง

ซูริคติดอันดับ 1 ใน 25 เมืองที่น่าอยู่อาศัยมากที่สุดในโลกเมื่อปี ค.ศ. 2012 นอกจากนี้ยังเคยติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดของโลก และเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในสหภาพยุโรป ดังนั้นเราจึงเห็นความศิวิไลซ์ ความเจริญของบ้านเมืองได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะศูนย์การค้า ถนนชอปปิง โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ สถานที่ท่องเที่ยว และสินค้า ที่ซูริคมีทุกอย่างให้ครบ อยู่เมืองเดียวจบแน่นอน Continue reading “ซูริค (Zurich) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสวิส”

แพลนเดินทางท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน ที่มาดริด บาร์เซโลนา

-มาดริด บาร์เซโลนา-
3 Days 2 Nights

วันที่ 1 พิพิธภัณฑ์แห่งมาดริด-ลา รัมบลา-บาร์เซโลนา

เริ่มทริปกันที่มาดริด ซึ่งเป็นเมืองหลวงหลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วจุดแรกที่จะเข้าชมคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติปราโด้ที่มีคอลเล็กชันงานศิลปะชื่อดังระดับโลกรวมอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทั้งศิลปินชาวสเปนหรือต่างชาติ เนื่องจากพิพิธภัณฑ์นี้กว้างใหญ่ นักท่องเที่ยวอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อจะชมให้ทั่ว หลังจากนั้นหากยังไม่เหนื่อยจนเกินไปนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมอีก 2 พิพิธภัณฑ์ชื่อดังของมาดริดอย่างเรน่า โซเฟียและ พิพิธภัณฑ์ตีเซ่น-บอร์เนมิสซ่า ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน Continue reading “แพลนเดินทางท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน ที่มาดริด บาร์เซโลนา”

PART 2: แนะนำอาหารที่เมืองต่างๆของประเทศสเปน

spainish-foods

FOODS & DRINKS-

  • อาหารเมืองเซบีย่า

อาหารจานเด่นของเซบีย่าคือซุปเย็น เรียกว่า กัสปาโซ (Gazpacho) เป็นซุปใส่ครีม ทําจากผักต่างๆ เช่น มะเขือเทศ แตงกวา กระเทียม พริก น้ำมันมะกอก น้ำส้ม และขนมปัง อีกจาน ชื่อ เปสกาอิโต ฟริโต้ (Pescaito Frito) คือปลาชุบแป้งทอดใน น้ำมันมะกอก จานพิเศษเป็นซุปหางวัว มีชื่อว่า ราโบ เด โตโร (Rabo de Toro) Continue reading “PART 2: แนะนำอาหารที่เมืองต่างๆของประเทศสเปน”

เที่ยวชมเทศกาลครึ่งปีหลัง JULY-DEC ที่ประเทศสเปน

spain-festivals-2

-FESTIVALS&ACTIVITIES-

  • JULY

Fiesta de San Fermin เทศกาลที่มีชื่อเสียงเละดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปในสเปนมากที่สุด นั่นคือเทศกาลซาน เฟรมินที่เมือง ปัมโปลน่า (Pamplona) ซึ่งจะมีการปล่อยวัวกระทิงไล่ขวิดผู้คนบนท้องถนน จัดขึ้นนาน 1 สัปดาห์ ในทุกๆวันตอนเช้า คนที่กล้าหรือบ้าบินจากทั่วโลกจะมาเตรียมตัวบนถนนพร้อมที่จะวิ่งหนี พอถึงเวลาประมาณ 08.00 น. ฝูงวัวกระทิงดุร้ายนับสิบๆตัวจะถูกปล่อยออกมาวิ่งไล่ขวิดคนอื่นๆ คอยลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำอยู่บนระเบียงของบ้านหรือตึก พอตกเย็นจะมีการสู้วัวกระทิง และตกดึกก็ปาร์ตี้กันไปจนใกล้สาง Continue reading “เที่ยวชมเทศกาลครึ่งปีหลัง JULY-DEC ที่ประเทศสเปน”

PART 2: แนะนำสถานที่เที่ยวทะเล บนเกาะต่างๆในประเทศสเปน

spain-islands-2

  • เกาะอิบิซา (Ibiza หรือ Eivissa)

อิบิซามีอีกชื่อว่าเกาะสีขาว เพราะสถาปัตยกรรมบนเกาะ เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในระหว่างปี 1960 เพราะ วัฒนธรรมแบบฮิปปี้และชายหาดเปลือย ปัจจุบันนี้เกาะอิบิซาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการมาแบบครอบครัว รวมทั้งวัยรุ่นที่ต้องการมาสนุกสนานกับชีวิตยามค่ำคืน โดยสถานบันเทิงเหล่านี้ เริ่มเปิดกันตั้งแต่บ่ายๆสามารถสนุกกันได้ทั้งบนชายหาดหรือในตัวเมือง แล้วย้ายมาสนุกกันต่อได้ในผับบาร์ที่เปิดกันเกือบทั้งคืน เกาะอิบิซาตั้งอยู่ห่างจากเมืองบาเลนเซียไปทางทิศตะวันออกของสเปนประมาณ 79 กิโลเมตร มีชายฝั่งยาวต่อเนื่องถึง 210 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักผ่อนตามชายหาดของเกาะได้อย่างอิสระ ตั้งแต่ชายหาดกว้างขวางที่มีทรายขาวแน่นละเอียด ไปจนถึงหน้าผาและสันทรายที่สูงชัน Continue reading “PART 2: แนะนำสถานที่เที่ยวทะเล บนเกาะต่างๆในประเทศสเปน”

เที่ยวชมเทศกาลครึ่งปีแรก (JAN-JUN) ที่ประเทศสเปน

-Festivals & Activities-

  • JAN

มีเทศกาล Granada Reconquest Festival ที่เมืองกรานาด้า เทศกาลนี้มีกําเนิดมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 เป็นงานเทศกาลที่ชาวสเปนจัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะของกองทัพของพระเจ้าเฟร์นันโด และพระราชินีอีซาเบลที่สามารถยึดกรานาด้าคืนจากชาวมัวร์ได้ ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1492 วันแห่งการเฉลิมฉลองนี้จะมีขบวนพาเหรดและการชักธงคาสตีลขึ้นเหนือพระราชวังอัลฮัมบราที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นโดยชาวมัวร์ในช่วงที่ปกครองเมืองกรานาด้า Continue reading “เที่ยวชมเทศกาลครึ่งปีแรก (JAN-JUN) ที่ประเทศสเปน”